ฝันสลายอดไปญี่ปุ่น! ทัวร์ขายโปรซื้อ 1 แถม 1 สุดท้าย59ชีวิตโดนทิ้งที่สุวรรณภูมิ(คลิป)

ฝันสลายอดไปญี่ปุ่น! ทัวร์ขายโปรซื้อ 1 แถม 1 สุดท้าย59ชีวิตโดนทิ้งที่สุวรรณภูมิ(คลิป)

ฝันสลายอดไปญี่ปุ่น! ทัวร์ขายโปรซื้อ 1 แถม 1 สุดท้าย59ชีวิตโดนทิ้งที่สุวรรณภูมิ
วันที่ 19 ต.ค. ที่สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิส่วนหน้า จ.สมุทรปราการ ผู้เสียหายชาวไทยกว่า 20 คน เดินทางเข้าแจ้งความกับ พ.ต.อ.วิโรจน์ ตัดโส ผกก.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ว่าถูกนายหน้าขายทัวร์ กรุงเทพ-ฮอกไกโด หลอกขายทัวร์ในราคาหัวละ 3 หมื่นบาท รวมผู้เสียหายทั้งหมด 59 ราย รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 1.7 ล้านบาท ถูกปล่อยลอยแพกลางสนามบินสุวรรณภูมิ
นางสาวมาลี สวัสดี อายุ 52 ปี หนึ่งในผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ตนและเพื่อนๆรวมทั้งหมด 59 คน ติดต่อซื้อทัวร์ผ่านทางบริษัททัวร์แห่งหนึ่งย่านสำโรงเหนือ จ.สมุทรปราการ โดยมีตัวแทนซึ่งอ้างเป็นผู้บริหารของทางบริษัทที่ระบุว่าจัดโปรแกรมทัวร์ กรุงเทพ-ฮอกไกโด 5 วัน 3 คืน ในราคา 3 หมื่นบาทแถมโปรโมชั่นซื้อ 1 ท่านสามารถพาเพื่อนไปได้ฟรีอีก 1 ท่านจึงไม่ได้เอะใจอะไร
“อีกทั้งตัวแทนของบริษัทยังได้ให้ดูโปรแกรมทัวร์ต่างๆ จึงตอบตกลงและมีการดึงเข้ากลุ่มไลน์สำหรับคณะทัวร์ ที่จะเดินทางและมีการพูดคุยผ่านกลุ่มจน กระทั่งนัดเดินทางวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา ตัวแทนนายหน้าหรือตัวแทนทางบริษัทได้ออกมาโพสต์บอกขอเลื่อนการเดินทางโดยไม่ให้เหตุผลใดๆ และมีข้ออ้างตลอดเวลาจนกระทั่งไม่สามารถให้คำตอบกับลูกทัวร์ได้ ลูกทัวร์ทั้งหมดจึงพากันมาแจ้งความ
เบื้องต้น ตำรวจท่องเที่ยว กองกำกับการ 3 กองบังคับการ 1 ประจำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้รับเรื่องไว้พร้อมทั้งสั่งฝ่ายสืบสวนเร่งติดตามนายหน้าสาวรายนี้ มาสอบปากคำหากพบว่าเข้าข่ายความผิดก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ทำเอาตะลึง! “จอนนี่ ตำรวจอินดี้” โชว์รูปหน้าบวมปูด บอกโดนรุม 10-1 “เสียชื่อมือปราบหมด”

ทำเอาตะลึง! “จอนนี่ ตำรวจอินดี้” โชว์รูปหน้าบวมปูด บอกโดนรุม 10-1 “เสียชื่อมือปราบหมด”

ทำเอาตะลึง! “จอนนี่ ตำรวจอินดี้” โชว์รูปหน้าบวมปูด บอกโดนรุม 10-1 “เสียชื่อมือปราบหมด”

ถ้าพูดถึงความแปลก แหวกแนวของตำรวจในเมืองไทยก็ต้องยกให้ ด.ต.ยุทธพล ศรีสมพงษ์ ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.ป. หรือฉายา จอนนี่ มือปราบ ซึ่งสร้างความแตกต่างแบบสุดๆ และมีแนวทางชีวิตที่ไม่เหมือนใคร ทั้งความเป็นลูกอีสานและใช้ชีวิตแบบลูกทุ่ง จนหลายๆ คนต่างยกให้เป็นไอดอล
ล่าสุดเจ้าตัวได้โพสต์รูปภาพของตัวเองในสภาพใบหน้าบวมปูด พร้อมระบุว่าถูกรุม 10 ต่อ 1 สาเหตุเพราะถูกแตนต่อย ทำเอาแฟนคลับใจหยาใจคว่ำถึงว่าไปลุยกับนักเลงที่ไหนมา
โดยเจ้าตัวได้โพสต์ในคอมเมนต์ว่า “โดนแตนตอดเมื่อสามสี่อาทิตย์ที่แล้วครับ ตอนเฟสผมปิดถูกบล็อคอยู่ ผมเก็บภาพไว้ แตนมาสร้างรังใต้เถียงนาหลังใหม่ของผม โดยที่ผมไม่รู้ ผมเดินอุ้มลูกสาวผมจะพาไปดูม้า ก็มองเห็นมันบินใกล้ตัวลูกสาว ผมก็เลยเอี้ยวตัวแรง กะว่าจะเอาหัวก้มบังลูก โดนพวกมันอีกหลายตัวมาตอดใบหน้าจนได้ โชคดีที่ไม่ตอดลูกสาวผม ผมถึงขนาดนอนโรงบาลเลยครับ ผมเลยเอามาโพส สร้างรอยยิ้ม ความสุขให้กับพี่น้องของผมครับ”
ช้ำใจนายจ้าง! 2 หนุ่มตัดสินใจ เดินเท้ากลับโคราช 4 วัน 4 คืน ไร้เงินติดตัว

ช้ำใจนายจ้าง! 2 หนุ่มตัดสินใจ เดินเท้ากลับโคราช 4 วัน 4 คืน ไร้เงินติดตัว

เดินเท้ากลับโคราช

ช้ำใจนายจ้าง! 2 หนุ่มตัดสินใจ เดินเท้ากลับโคราช 4 วัน 4 คืน ไร้เงินติดตัว หลังถูกเบี่ยวค่าแรง บังเอิญเจอเพื่อนร่วมชะตากรรม ตัดพ้ออย่าทำนาบนหลังคน มีหัวจิตหัวใจเหมือนกัน

เดินเท้ากลับโคราช วันที่ 11 ต.ค. ผู้สื่อข่าวได้พบกับชายหนุ่ม 2 คนกำลังเข็นรถ 2 ล้อ เดินมาตามถนนสาย 304 (กบินทร์บุรี-ปักธงชัย ) ขาขึ้น บริเวณบ้านหนองคล้า หมู่ 1 ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี โดยบนรถมีสัมภาระกระเป๋าเสื้อผ้า, ถังน้ำและของใช้อีก 2-3 รายการ สภาพเหงื่อไหลท่วมกาย เสื้อผ้ามอมแมม ซึ่งกำลังแวะนั่งร่มไม้ข้างทาง
ผู้สื่อข่าวได้สอบถาม นายโชคชัย แทวกระโทก อายุ 35 ปี บ้านเดิมอยู่บ้านเลขที่ 569 หมู่ 2 ต.ทุ่งมหาเจริญ อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว แต่ย้ายไปอยู่ที่ จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่เดินอยู่บนถนน บอกว่า ได้เดินเท้ามาจากเขตมีนบุรี กทม.รวม 4 วัน 4 คืนแล้วเพื่อกลับบ้าน ก่อนหน้านี้ตนไปทำงานรับจ้างก่อสร้างกับผู้รับเหมาได้ 1 ปี ได้ค่าแรงงวดละไม่กี่พัน บางครั้งก็ไม่ได้เงิน
โดยเถ้าแก่บอกว่าเงินยังไม่ออก จนตัวเองไม่มีข้าวหุง ไม่มีเงิน จึงตัดสินใจออกจากที่ทำงานทันที ด้วยการเดินเท้าตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา น้ำได้อาบบ้าง ไม่ได้อาบบ้าง ไม่มีเงินติดตัวสักบาท เดินเท้าอย่างเดียว เป้าหมายคือทับลาน อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ซึ่งเคยมีนายตำรวจแถวนั้นเคยให้ตนทำงานด้วย
ชาวบ้านนำน้ำมาบริจาคให้กับ 2 หนุ่ม หลังเดินเท้ากลับโคราช
ชาวบ้านนำน้ำมาบริจาคให้กับ 2 หนุ่ม หลังเดินเท้ากลับโคราช
และเมื่อเช้าที่ผ่านมา เดินทางมาถึงแยกเขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา มีศาลาที่พักผู้โดยสารจึงแวะพักเอาแรง และเห็นมีคนอยู่ในศาลา จึงได้พูดคุยด้วยทราบว่าเป็นคนโคราชด้วยกันชื่อนายกมล แช่มสำโรงอายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 194 หมู่ 5 ต.สำโรง อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา นายกลม บอกว่า ตนก็ถูกนายจ้างเบี้ยวค่าแรงเหมือนกัน ไปทำงานที่ชลบุรี เดินเท้ามาหลายวันแล้ว ไม่รู้จักกันมาก่อน หลังจากคุยกันแล้วเป็นคนบ้านเดียวกัน จึงเดินทางมาด้วยกัน เพื่อที่จะหางานทำงาน อะไรก็ได้ ถ้ามีคนจ้างขอให้เป็นงานสุจริตทำทั้งนั้น
2 หนุ่มถูกนายจ้างเบี้ยวค่าแรง เดินเท้ากลับโคราช
2 หนุ่มถูกนายจ้างเบี้ยวค่าแรง เดินเท้ากลับโคราช
ขณะนั้นผู้สื่อข่าวประสานรถตำรวจทางหลวงจากตู้ยามศรีมหาโพธิ ซึ่งมี ด.ต.สุนเดช ภารกิจ ที่ขับรถผ่านมา เพื่อที่จะขอให้รถกู้ภัยนำส่ง แต่ทั้ง 2 คนกลับบอกว่าขอเดินไปดีกว่า ครั้นจะกลับบ้านตอนนี้อายเขา อยากขอเดินไปอีกวัน 2 วัน ก็คงถึงทับลาน ต.บุพราหมณ์ อ.นาดี ค่ำไหนนอนนั่น อีกสักคืน
ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์หานางบัวชุม แทวกระโทก ที่นายโชคชัย กล่าวอ้างว่าเป็นแม่ นางบัวชุม กล่าวว่านายโชคชัย เป็นลูกชายตนจริงออกไปรับจ้างทำงานที่ กทม. ได้เกือบปีแล้ว เสียใจที่ลูกชายทำงานไม่ได้เงิน ได้บอกกลับบ้านอย่าไปคิดเอาเรื่องกับเขา เขาไม่ให้ก็ช่างเขากลับมาทำมาหากินที่บ้านดีกว่า
นายโชคชัย กล่าวถึงนายจ้างว่า ขอให้เลิกทำนาบนหลังคนได้แล้ว คนเขามีหัวจิตหัวใจเหมือนกัน ทำงานให้ตนรับเงินมาแล้วไม่ให้บ่ายเบี่ยงมาตลอด หลายคนที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกับตน เขามีลูกมีเมียมีครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบ ต้องกินต้องใช้ จากนั้นผู้สื่อข่าวได้ให้เงิน 500 บาท เอาติดตัวไว้ซื้อข้าวกิน กว่าจะได้ทำงานและชาวบ้านให้น้ำดื่มไว้กินตามทางกว่าจะถึงที่หมายปลายทางในวันพรุ่งนี้ (12ต.ค.)
ขับรถบนทางเท้า เพิ่มโทษปรับเป็น 1,000 บาท จับจริง ไม่พูดเยอะ…เจ็บคอ

ขับรถบนทางเท้า เพิ่มโทษปรับเป็น 1,000 บาท จับจริง ไม่พูดเยอะ…เจ็บคอ


Photo : FB Yosskorn Sukarawan

เผยตัวเลขจับปรับผู้ ขับรถบนทางเท้า ในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา มีมากกว่า 8,000 ราย ได้เงินค่าปรับกว่า 3 ล้านบาท เตรียมขึ้นอัตราค่าปรับจาก 500 เป็น 1,000 บาท

ขับรถบนทางเท้า – เมื่อวันที่ 11 ต.ค. ที่ศาลาว่าการกทม. นายสกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯกทม. เผยว่า จากปัญหาการละเมิดสิทธิผู้เดินสัญจรบนทางเท้าสาธารณะ ของกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ซึ่งใช้ทางเท้าเป็นช่องทางสัญจร แทนผิวจราจร ทำให้สร้างความไม่ปลอดภัยแก่ผู้เดินเท้า

Photo : FB Yosskorn Sukarawan

โดยแนวทางการแก้ไขปัญหา กทม.ได้ดำเนินการจับปรับผู้ขับขี่ หรือจอดรถจักรยานยนต์บนทางเท้าในพื้นที่ 50 เขต โดยให้เจ้าหน้าที่เทศกิจ ลงพื้นที่ตั้งโต๊ะ จับ-ปรับ นอกสถานที่เป็นประจำ ในช่วงเวลาเร่งด่วนเช้า-เย็น เพื่อกวดขันไม่ให้มีการกระทำความผิดทุกชนิดบนทางเท้าตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยบ้านเมือง พ.ศ.2535
“ขณะนี้มีการตั้งโต๊ะจับปรับกว่า 230 จุด บนถนนสายหลัก สายรองต่างๆ ซึ่งระยะเวลาที่จับปรับกว่า 3 เดือน สามารถจับผู้ฝ่าฝืนขับขี่บนทางเท้าได้ได้รวมกว่า 8,000 ราย ดำเนินการกล่าวตักเตือน ประมาณ 3,000 ราย ปรับจริง 5,000 ราย โดยได้ค่าปรับเป็นจำนวนเงิน กว่า 3 ล้านบาท”
นายสกลธี เผยต่อว่า การตั้งโต๊ะจับปรับ เป็นการดูแลพื้นที่อย่างเข้มงวด โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ ที่ต้องใช้เส้นทางอย่างเหมาะสม และไม่สร้างความเดือดร้อนต่อสิทธิในการใช้พื้นที่สาธารณะของประชาชนคนอื่น
แต่ประชาบนส่วนใหญ่ ยังฝ่าฝืนใช้ทางเท้าขับขี่จำนวนมาก ที่ผ่านมาการจับปรับของกทม. เริ่มต้น 500 บาท แต่จากนี้สั่งให้เจ้าหน้าที่เทศกิจ ทำปรับในอัตราที่สูงขึ้นเป็น 1,000 บาท ให้เห็นถึงการกระทำผิด เกรงกลัวกฎหมาย เปลี่ยนพฤติกรรม เคารพสิทธิผู้อื่นมากขึ้น
แม่น้องป.4 เผย ลูกสาวเจ็บหน้าอก-ปวดหัว เศร้าเซื่องซึม หวาดผวาหนัก

แม่น้องป.4 เผย ลูกสาวเจ็บหน้าอก-ปวดหัว เศร้าเซื่องซึม หวาดผวาหนัก

แม่น้องป.4
งป.4 เผย ลูกสาวเจ็บหน้าอก-ปวดหัว เศร้าเซื่องซึม หวาดผวาหนัก
กรณีเกิดเหตุรุ่นพี่ชั้นม.2 โรงเรียนแห่งหนึ่ง ในอ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา จำนวน 8 คน พา นักเรียนหญิง เด็กป.4 ป่วยออทิสติก เข้าไปในห้องเรียนบอกว่าจะ ถักเปีย ให้ แต่ปรากฏว่ารุ่นพี่ ม.2 เข้าไปรุมกระชากผมอย่างรุนแรง จน เด็กป.4 ร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว ผู้ปกครองเด็กป.4 ทราบเรื่องพร้อมกับเผยว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด แถมยังแฉว่าโรงเรียนจะให้เด็กที่กระทำความผิดจ่ายเงินให้รายละ 500 บาท เพื่อขอให้จบเรื่องนั้น
แม่น้องป.4 – เมื่อวันที่ 11 ต.ค. ที่บ้านดง ม.8 ต.สุวรรณ อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา นายวิษณุ และ นางธิวา (ขอสงวนนามสกุล) พ่อแม่ของน้องเอ (นามสมมติ) ที่ถูกรุ่นพี่ม.2 รุมทำร้ายร่างกาย เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยเมื่อวันที่ 7 ต.ค. สำหรับอาการของลูกสาวตอนนี้ พบว่ามีอาการเซื่องซึม ใบหน้าอิดโรย
จากการเปิดเผยของแม่ทราบว่า ยังมีอาการหวาดผวาเป็นบางครั้ง รวมถึงเจ็บหน้าอกและปวดศีรษะด้วย ขณะที่จังหวัดพะเยา ได้ทำหนังสือด่วนเรียกประชุมศึกษาธิการจังหวัด ผู้บริหารสถานศึกษาในจังหวัดพะเยา ในวันนี้เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาในภาพรวมและการแก้ไขปัญหา และหลังจากเสร็จการประชุมและแถลงข่าวต่อไป
ข่าวข้นคนเข้ม : “บิ๊กตู่” ยืนยันกับผู้นำญี่ปุ่น ไทยจะมีเลือกตั้ง ก.พ.2562 ถือเป็นประกาศ “ปฏิญญาณเลือกตั้ง” ครั้งที่ 6

ข่าวข้นคนเข้ม : “บิ๊กตู่” ยืนยันกับผู้นำญี่ปุ่น ไทยจะมีเลือกตั้ง ก.พ.2562 ถือเป็นประกาศ “ปฏิญญาณเลือกตั้ง” ครั้งที่ 6


“บิ๊กตู่” ยืนยันกับผู้นำญี่ปุ่น ไทยจะมีเลือกตั้ง ก.พ.2562 ถือเป็นประกาศ “ปฏิญญาณเลือกตั้ง” ครั้งที่ 6

“สันตะวา”
หนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์เติบโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ Khaosod-ข่าวสด สื่อออนไลน์ ยอดนิยม 13 ล้านไลก์ ฉบับนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม พุทธศักราช 2561 ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 11 ปีจอ…
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวขบวนอำนาจ ยืนยันกับ ชินโซ อาเบะ ผู้นำญี่ปุ่น ระหว่างประชุมกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 10“ประเทศไทยจะมีเลือกตั้งในเดือนก.พ.ปี 2562” ถือเป็น “ปฏิญญาโตเกียว ภาค 2” หลังจากเคยประกาศตอนเยือนญี่ปุ่น เดือนก.พ.2558 ตอนนั้นบอกว่า “จะมีเลือกตั้งปลายปี 2558”
“ปฏิญญาโตเกียว ภาคแรก” ครั้งนั้น เหลือแค่ลม เมื่ออีกไม่กี่เดือนต่อมา สปช. คว่ำร่างรธน. ฉบับบวรศักดิ์ ต้องเชิญ ปู่มีชัย ฤชุพันธุ์ มานำร่างใหม่ เพิ่งประกาศใช้ไม่กี่วันนี้เอง เลือกตั้งเลยต้องเลื่อนๆๆ จากปี 2558 ผ่าน 2559 ผ่าน 2560 และกำลังจะผ่าน 2561 ไปยังปี 2562 หวังว่าผู้นำญี่ปุ่นคงเข้าใจ…
โลกยุคข้อมูลข่าวสารรวดเร็ว กว้างไกล ช่วยบันทึกไว้ ‘บิ๊กตู่’ เคยประกาศ “ปฏิญญาเลือกตั้ง” ไว้ถึง 5 ครั้ง ครั้งที่ 1 “ปฏิญญาโตเกียว” ครั้งที่ 2“ปฏิญญายูเอ็น” ยืนยันกับเลขาธิการยูเอ็น จะมีเลือกตั้งกลางปี 2560 ครั้งที่ 3 “ปฏิญญาประชามติ” ยืนยันหลังร่างรธน.ผ่านประชามติ จะมีเลือกตั้งปลายปี 2560 ครั้งที่ 4 “ปฏิญญาทำเนียบขาว” ยืนยันกับประธานาธิบดีทรัมป์ จะมีเลือกตั้งพ.ย.2561 ครั้งที่ 5  “ปฏิญญาลอนดอน” ยืนยันกับนายกฯสหราชอาณาจักร จะมีเลือกตั้งต้นปี 2562 “ปฏิญญาโตเกียว ภาค 2”ล่าสุด คือครั้งที่ 6 หวังว่าคงไม่มี “ครั้งที่ 7”
โกอินเตอร์โชว์วิชั่นผู้ท้าชิงตำแหน่งนายกฯ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เยือนสหราชอาณาจักรและยุโรป วันก่อนได้รับเชิญออกรายการ Today รายการวิทยุยอดนิยมอันดับหนึ่งของ บีบีซี ต่อด้วยเข้าพบ เฮเลน กูดแมน ส.ส.พรรคแรงงาน รมว.ต่างประเทศเงาฝ่ายเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษ รวมถึงรับเชิญไปพูดที่วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (LSE) สถาบันชั้นนำของโลก ซึ่งบุคคลสำคัญต้องไปพูดเมื่อเยือนอังกฤษ บารัก โอบามา บิล-ฮิลลารี คลินตัน และ ราหุล คานธีแกนนำพรรคคองเกรสของอินเดีย ล้วนเคยมาพูดที่นี่…
ท่ามกลางความระอุอีนุงตุงนังในกระทรวงสาธารณสุข หมอ-บุคลากรทางการแพทย์ รวมตัวประท้วง นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงใหม่หมาด คัดค้านคำสั่งย้ายผอ.ร.พ.หลายพื้นที่ มี “วิกฤตใหญ่เร่งด่วน” ของระบบสาธารณสุขของไทย รอเวลาระเบิด…
ข้อมูลทรัพยากรสาธารณสุข รายงานว่า ปี 2560 ทั่วประเทศมีหมอทั้งหมด 35,388 คน เทียบกับประชากร 66 ล้านคน เท่ากับสัดส่วน หมอ 1 คนต่อประชากร 1,843 คน แต่ความจริงสัดส่วนไม่ได้กระจายเท่ากันทุกพื้นที่ บึงกาฬ สัดส่วน 1 ต่อ 5,021 คน สูงสุดอันดับหนึ่งของประเทศ รองลงมา หนองบัวลำภู 1 ต่อ 4,864 คน นครพนม 1 ต่อ 4,804 คน ขณะที่ กทม. มีหมอ 8,865 คน ประชากร 5,600,00 คน เท่ากับ 1 ต่อ 630 คน เสร็จศึกโยกย้ายแล้วรีบๆช่วยกันแก้ “วิกฤตหมอ” โดยเฉพาะเรื่องขาดแคลน และการกระจุกไม่กระจาย ก่อนระบบสาธารณสุขของประเทศจะหายนะ…
ข่าวข้น คนเข้ม วันนี้, 08.30 น. ปิยะบุตร ชลวิจารณ์ ประธานอำนวยการสถาบันคีนันแห่งเอเชีย ประชุมโครงการ “โบอิ้ง ยกระดับการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยี” ปีที่ 6 ห้องแมจิก 3 มิราเคิลฯ…
09.00 น. อินทัช จัดนิทรรศการแสดงผลงานผู้ชนะภาพวาด “ความสุข ความงดงามในความเป็นไทย” ชั้นจี ลานกิจกรรมเอเทรียม อาคารสินธร ถ.วิทยุ มีถึง 12 ต.ค. …
09.30 น. ธาดา พฤฒิธาดา กก.ผจก.สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย แถลงข่าว “สรุปภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยใน 9 เดือนแรกปี 2561” ห้องพวงชมพู สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ต้นสนทาวเวอร์…
13.00 น. ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดคอนเสิร์ตเปิดตัวหนังสือ “ดรุณดุริยางค์ 2” ฉบับท่องเที่ยวไทย โน้ตเปียโนสำเนียงไทยสำหรับเด็ก พร้อมซีดีบทเพลงหอแสดงดนตรี อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ เข้าชมฟรี…
ทลาย บ.เงินกู้เถื่อน ผุดกิจการ 6 สาขา คิดดอกโหด-เบี้ยวสัญญา ยึดโฉนด 1,300 ฉบับ

ทลาย บ.เงินกู้เถื่อน ผุดกิจการ 6 สาขา คิดดอกโหด-เบี้ยวสัญญา ยึดโฉนด 1,300 ฉบับ

วันที่ 10 ต.ค. ที่ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค3 ต.จอหอ อ.เมือง จ.นครราชสีมา พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ รรท.ผบช.ภ.3 ร่วมกันแถลงผลการกวาดล้าง คดีฉ้อโกงทรัพย์สินของประชาชน ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา และ จ.ชัยภูมิ โดยมีประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากทั้ง 2 จังหวัด เดินทางมามอบดอกไม้ให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก
เงินกู้
ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากทั้ง 2 จังหวัด เดินทางมามอบดอกไม้ให้กำลังใจ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผบ.ตร
พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวว่า สืบเนื่องจาก แผนปฏิบัติการ “ขุดรากถอนโคนอาชญากรรม ทำบ้านเมืองน่าอยู่” โดยได้บูรณาการกำลังตำรวจ สังกัด บก.ปคบ. บก.ตม.4 บก.ทท.2 ทหาร กกล.รส. ในพื้นที่โคราชและชัยภูมิ เข้าปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายแหล่งปล่อยเงินกู้และรับจำหนองทรัพย์สินโดยผิดกฎหมาย 6 จุด ในนามของ บ.สิบสีมามอเตอร์ จำกัด, บ.สิบสีมา จำกัด และ บ.สิบสีมาคาร์ส จำกัด ซึ่งจดทะเบียนประกอบกิจการขายรถจยย. ในพื้นที่ โคราช 5 แห่ง ชัยภูมิ 1 แห่ง
เงินกู้
บ.เงินกู้เถื่อน ผุดกิจการ 6 สาขา ในพื้นที่ โคราช, ชัยภูมิ
พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวต่อว่า หลังจากที่พบว่ามีประชาชนเข้ามาร้องทุกข์ต่อศูนย์ปฏิบัติการป้องกันปราบปรามการฉ้อโกงทรัพย์สินของประชาชน ตำรวจ บช.ภ.3 ว่าได้รับความเดือดร้อนจากการปล่อยเงินกู้ และรับจำนองที่ดินของบริษัทดังกล่าว โดยเรียกดอกเบี้ยร้อยละ 3-5 ต่อเดือน ซึ่งเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด และทำสัญญาโดยไม่เป็นธรรม ได้รับความเสียหายประมาณ 170 ไร่ มูลค่าประมาณ 90 ล้านบาท จึงได้ทำการยึดสำเนาโฉนดที่ดิน 1,300 ฉบับ สัญญาจำนองที่ดินราว  200 ฉบับ สัญญากู้ยืมเงินไม่ระบุจำนวนเงิน 20 ชุด, สำเนาเอกสารการฟ้องบังคับคดีลูกหนี้ 120 ฉบับ พร้อมเอกสารอื่นๆ อีกหลายรายการ ไว้ตรวจสอบ
พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวอีกว่า จากเบาะแสที่ประชาชนที่เคยนำที่ดินมาจำนองกับบริษัทดังกล่าว ทุกสาขายืนยันว่า ในการทำสัญญาระบุจำนวนเงินกู้ไม่ตรงกับจำนวนเงินจริงที่ได้รับ และเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3-5 ต่อเดือน ประกอบกับได้ตรวจสอบกับธนาคารแห่งประเทศไทยยืนยันว่า บริษัทดังกล่าว และกรรมการบริษัทไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อแต่อย่างใด จึงตรวจยึดเอกสารและพยานหลักฐานเกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบและร้องทุกข์ ดำเนินคดีตามกฎหมายกับบุคคลที่เกี่ยวข้องต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก ข่าวสด
เฉลยข้อกฎหมาย! ขับแช่ขวา นอกจากสร้างความรำคาญ ผิดจราจรหรือไม่

เฉลยข้อกฎหมาย! ขับแช่ขวา นอกจากสร้างความรำคาญ ผิดจราจรหรือไม่

เฉลยข้อกฎหมาย! ขับแช่ขวา
เฉลยข้อกฎหมาย! ขับแช่ขวา นอกจากสร้างความรำคาญ ผิดจราจรหรือไม่
เฉลยข้อกฎหมาย! เพจ สายตรงกฎหมาย โดยทนายรัชพล ศิริสาคร ประธานชมรมสนับสนุนการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ได้โพสต์เรื่อง ขับรถแช่ขวา ระบุว่า ในการขับรถ อีกข้อหานึงที่เราอาจจะโดนกันบ่อยคือ ขับรถไม่ชิดซ้าย อันนี้ตามกฎหมายแล้ว ถ้าถนนมี 2 ช่องทางเราจะต้องขับชิดซ้าย
โดย พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 34 มาตรา 43(3) มาตรา 151 ได้วางหลักไว้ว่า ถนนที่มีการแบ่งเส้นจราจรมากกว่า 2 เลนขึ้นไป ผู้ขับขี่ต้องขับชิดขอบทางด้านซ้าย และห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถในลักษณะกีดขวางทางจราจร หากฝ่าฝืน มีโทษปรับสูงสุด 1,000 บาท
การขับช้าแช่ขวา อาจเป็นความผิดตามข้อกฎหมายดังกล่าวได้ เรื่องพวกนี้ ไม่ต้องรอตำรวจมาจับ แต่ถ้าคุณรู้แล้ว ก็ไม่ควรทำผิดกฎหมายต่อไป
ปิดคดีเขย่าสังคมไทย คุก10ปีลุงวิศวะยิงม.4 จ่ายครอบครัว3.4แสน ชี้เตรียมปืน-จงใจวิวาท

ปิดคดีเขย่าสังคมไทย คุก10ปีลุงวิศวะยิงม.4 จ่ายครอบครัว3.4แสน ชี้เตรียมปืน-จงใจวิวาท

ปิดคดีเขย่าสังคมไทย

ปิดคดีเขย่าสังคมไทย คุก10ปีลุงวิศวะยิงม.4 จ่ายครอบครัว3.4แสน ชี้เตรียมปืน-จงใจวิวาท

แฟ้มคดี

ปิดคดีเขย่าสังคมไทย คุก10ปีลุงวิศวะยิงม.4 – มาถึงบทสรุปอีกขั้น สำหรับคดีที่สังคมให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง
สำหรับกรณีที่ลุงวิศวะ ยิงปืนใส่กลุ่มวัยรุ่นที่มีเรื่องกันเพราะเรื่องจอดรถขวาง ที่ตลาดอ่างศิลา จ.ชลบุรี
ส่งผลให้หนุ่มวัย 17 นักเรียนชั้นม.4 โรงเรียนดัง เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ
โดยคดีนี้ช่วงแรก สังคมโดยเฉพาะในออนไลน์ก็ออกแนวจะเห็นใจลุงวิศวะ เพราะเห็นว่าทำไปเพื่อปกป้องครอบครัว
แต่เมื่อมีคลิปฉบับเต็มตั้งแต่เริ่มทะเลาะเบาะแว้ง จนกระทั่งเตรียมปืนใส่กระสุน
กระแสก็เริ่มเปลี่ยน
จนกระทั่งเรื่องราวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ผ่านการพิจารณาของศาล
สุดท้ายมีคำพิพากษาจำคุกลุงวิศวะ 10 ปี เพราะเป็นการจงใจหาเรื่องวิวาท
และไม่ใช่การป้องกันตัว พร้อมให้ชดใช้ค่าเสียหายกับครอบครัวผู้เสียชีวิต

ผ่าคดีลุงวิศวะยิง ม.4

สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงค่ำวันที่ 4 ก.พ.2560 โดยตร.สภ.แสนสุข จ.ชลบุรี รับแจ้งเหตุยิงกันที่ถนนสายอ่างศิลา อ.เมือง จ.ชลบุรี
เมื่อรุดไปตรวจที่เกิดเหตุพบนายนวพล หรือปอนด์ ผึ่งผาย อายุ 17 ปี นักเรียนชั้นม.4 ถูกยิงด้วยปืน .380 ที่ราวนมข้างซ้าย กระสุนฝังใน นอนหายใจรวยริน และเสียชีวิตขณะนำส่งโรงพยาบาล
โดยผู้ก่อเหตุยืนรอมอบตัว ในสภาพสะบักสะบอม ซึ่งก็คือ นายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ วิศวกรวัย 50 ปี ซึ่งให้การว่าเดินทางมาเที่ยวหาดบางแสน พร้อมกับครอบครัว ขากลับแวะซื้อของที่ระลึก แล้วเกิดทะเลาะกับกลุ่มวัยรุ่นที่เหมารถตู้มาจอดรถขวางที่สะพานปลาอ่างศิลา
ต่อมาขับรถมาทางเส้นอ่างศิลา-สุขุมวิท ก็เจอรถเก๋งวีออส และรถตู้คู่กรณีขับตามมา บีบแตรและเปิดไฟสูงใส่ เมื่อเห็นรถมูลนิธิจอดที่ตลาดอ่างศิลา จึงจอดรถเข้าไปขอความช่วยเหลือ แต่กลับถูกกลุ่ม วัยรุ่นกรูเข้าทำร้าย ชกที่หน้าจนแว่นตาตกแตก จึงหยิบปืนที่วางข้างลำตัวยิงใส่ไป 1 นัด แต่ไม่รู้ว่าถูกใคร พอรู้ว่ามีคนเจ็บก็รอมอบตัวกับตำรวจ
พร้อมกันนั้นก็มีการปล่อยคลิปจากกล้องหน้ารถ ตัดมาช่วงที่นายสุเทพจอดรถ แล้วกลุ่มวัยรุ่นลงมาตะโกนถาม “มึงเก๋าเหรอ” พร้อมท้าทายให้ลงมาจากรถ ขณะที่นายสุเทพพูดว่าผมมากับเมียกับแม่ ผมขอร้อง แล้วก็มีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด แล้ว กลุ่มวัยรุ่นก็วิ่งหลบหนีไป
เพียงเท่านี้เหล่าลูกขุนออนไลน์ รวมทั้งดารานักแสดงดังต่างๆ ก็ออกมาตัดสินทันทีว่ากลุ่มวัยรุ่นเป็นฝ่ายผิดชัวร์ๆ
ผ่านไปอีกวัน เมื่อมีคลิปฉบับเต็มตั้งแต่ทั้ง 2 ฝ่ายทะเลาะกันเรื่องที่จอดรถ โดยรถตู้ของฝ่ายวัยรุ่นเข้ามาจอดขวางหน้า ทำให้รถของลุงวิศวะ ออกไม่ได้ จนเกิดตะโกนด่าทอกันด้วยคำหยาบคาย
พร้อมกับเสียงรูดซิปกระเป๋า แล้วภรรยาของวิศวกร ก็ถามว่า “พี่เอาปืนมาเหรอ”
จากนั้นวิศวกร ก็ตอบกลับด้วยความโมโหว่า “เตรียมไว้แล้ว ยิงกลับแม่งเลย”!!!
ก่อนที่จะเกิดเหตุวิวาทและยิงกันตายตามที่เป็นคดีความ
ทำให้บรรยากาศของผู้ที่ชอบตัดสินคนอื่นเบาบางลง
รอรับฟังการพิจารณาตามกระบวนการยุติธรรม

ศาลชี้จงใจวิวาท-ไม่คุมสติ

เช้าวันที่ 27 ก.ย. ที่ศาลจังหวัดชลบุรี ศาลอ่านคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2941/2560 ระหว่างพนักงานอัยการ เป็นโจทก์ น.ส.มณีพร ผึ่งผาย โจทก์ร่วม ยื่นฟ้องนาย สุเทพ โภชนสมบูรณ์ วิศวกร เป็นจำเลย ในความผิดฐานพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร และความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา
ในคดีใช้อาวุธปืนยิงนายนวพล ผึ่งผาย หรือปอนด์ อายุ 17 ปี เสียชีวิต เพราะทะเลาะกันเรื่องจอดรถขวาง เหตุเกิดเมื่อค่ำวันที่ 4 ก.พ.2560 ใกล้ตลาดอ่างศิลา จ.ชลบุรี
โดยจำเลยรับสารภาพคดีพกพาอาวุธปืน แต่ปฏิเสธความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา พร้อมต่อสู้ว่าเป็นการป้องกันตัว
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พยานหลักฐานรับฟังได้ว่า นายสุเทพ พกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริง
ปัญหาที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เห็นว่าเหตุคดีนี้สืบเนื่องมาจากพวกของผู้ตาย ซึ่งเป็นคนขับรถยนต์ตู้ จอดรถที่หน้าร้านขายของฝากกีดขวางทางออกของจำเลย ทำให้เกิดมีปากเสียงกัน
แต่เหตุวิวาทจบลงไปภายหลังจากพวกของผู้ตายขับรถยนต์ตู้ และรถเก๋งออกไปโดยไม่ได้ท้าทายจำเลยอีก
หากจำเลยมีสติรู้จักยับยั้งชั่งใจ จอดรถรอสักพักหนึ่งก่อนเพื่อให้โทสะคลายแล้วค่อยขับรถออกไป เหตุคดีนี้คงไม่เกิดขึ้นแน่นอน แต่จำเลยกลับขับรถตามรถทั้ง 2 คันไปทันที ขับแซงรถยนต์ตู้แล้วบีบแตรยาวใส่ แล้ว ขับไปอยู่ด้านหน้า ชะลอความเร็วลงจนเกือบจะหยุดให้ชนท้าย
ทั้งภรรยาจำเลยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายภาพรถเก๋งของผู้ตาย ย่อมเป็นการท้าทายผู้ตายและพวกให้เกิดโทสะเข้ามาวิวาทกับจำเลย
เหตุที่จำเลยมีความฮึกเหิมกล้าท้าทาย ก็เนื่องจากจำเลยพกพาอาวุธปืนซึ่งบรรจุกระสุนไว้แล้วติดตัวไปด้วย และเตรียมอาวุธไว้ตั้งแต่ที่หน้าร้านขายของฝาก
บ่งชี้เจตนาของจำเลยว่าพร้อมที่จะสมัครใจวิวาท
เมื่อพวกของผู้ตายขับรถเก๋งมาถึงที่เกิดเหตุ จำเลยหักหัวรถกะทันหันในลักษณะปาดหน้า ขัดขวางไม่ให้รถเก๋งของผู้ตายขับต่อไปได้
แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาวิวาทกับ ผู้ตายและพวกมาตลอดเส้นทาง

จำคุก 10 ปี-ชดใช้ 3.4 แสน

กระทั่งถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นจุดสุดท้ายก่อนที่จะยิงกัน จำเลยก็ยังมีเจตนาวิวาทอยู่ เมื่อจำเลยเห็นว่าผู้ตายกับพวกมากันหลายคน ก็เริ่มเกิดความขลาดกลัว
แต่ยังคงพูดกับผู้ตายกับพวกด้วยน้ำเสียงและคำพูดในลักษณะไว้ท่าทีว่าจะเอาเรื่อง มิใช่คำพูดในทำนองขอโทษในการกระทำของตน หรือแสดงให้เห็นว่าไม่อยากมีเรื่อง หรือให้เลิกแล้วกันไป ประกอบกับจำเลยเตรียมอาวุธปืนไว้พร้อมยิงต่อสู้กับฝ่ายผู้ตาย
จำเลยจะอ้างว่ายิงผู้ตายเพื่อป้องกันสิทธิของตนไม่ได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ตายกับพวกทำร้ายมารดา ภรรยา และหลานที่มากับจำเลย จึงมิอาจอ้างได้ว่าจำเลยยิงผู้ตายเพื่อป้องกันสิทธิของผู้อื่นให้พ้นภยันตรายที่ใกล้จะมาถึง
จำเลยจึงมีความผิดฐานพาอาวุธปืนฯ และฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามฟ้อง
แต่เนื่องจากจำเลยมิได้มีจิตใจเหี้ยมโหดเยี่ยงโจรผู้ร้าย เพียงแต่ขาดสติยับยั้งชั่งใจในการควบคุมตน จำเลยยิงปืนไปเพียง 1 นัด
หลังเกิดเหตุมิได้หลบหนีไปไหน และยอมรับกับเจ้าพนักงานตำรวจในทันทีว่าเป็นคนยิงผู้ตาย ประกอบกับผู้ตายมีส่วนร่วมในการ กระทำความผิด เห็นสมควรลงโทษจำเลยสถานเบา ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำคุก 15 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 ปี ฐานพา อาวุธปืนฯ ปรับ 4,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงปรับ 2,000 บาท
รวมจำคุก 10 ปี และปรับ 2,000 บาท
ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของ น.ส.มณีพร ผึ่งผาย มารดา ผู้ตาย และให้ถือว่าน.ส.มณีพร อยู่ในฐานะผู้ร้องขอให้จำเลยชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น
ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 340,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันยื่นคำร้องขอเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง
รวมเวลานับตั้งแต่คดีเกิดจนกระทั่งมีคำพิพากษาใช้เวลา 1 ปี 23 วัน
ทั้งนี้ศาลได้ให้ประกันตัวด้วยวงเงิน 6.7 แสนบาท ภายใต้เงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ
ต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป
จับสัญญาณเตือนฟองสบู่อสังหาฯ ‘แบงก์ชาติ’คลอดเกณฑ์ปล่อยสินเชื่อ

จับสัญญาณเตือนฟองสบู่อสังหาฯ ‘แบงก์ชาติ’คลอดเกณฑ์ปล่อยสินเชื่อ


จับสัญญาณเตือนฟองสบู่อสังหาฯ ‘แบงก์ชาติ’คลอดเกณฑ์ปล่อยสินเชื่อ

รายงานพิเศษ

จับสัญญาณเตือนฟองสบู่อสังหาฯ – สัญญาณอันตรายในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เริ่มมีวี่แววขึ้นมาแล้ว หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคาะมาตรการปรับปรุงเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย
โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ของ ธปท. จนถึงวันที่ 22 ต.ค.2561 นี้ และจัดประชุมชี้แจงรับฟังความคิดเห็นจากสถาบันการเงิน ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ใน วันที่ 11 ต.ค.2561 นี้
คาดว่าจะออกประกาศหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยได้ภายในเดือน พ.ย.2561 ก่อนที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค.2562 เป็นต้นไป
หลักการสำคัญคือกำหนดให้ ‘วางเงินดาวน์ขั้นต่ำ’ สำหรับการกู้เงินซื้อบ้านหลังที่ 2 ขึ้นไป หรือการกู้ซื้อที่อยู่อาศัยที่มีมูลค่า 10 ล้านบาทขึ้นไป รวมทั้งปรับเกณฑ์การนับสินเชื่อ top-up ที่ใช้หลักประกันเดียวกันให้สะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริงมากขึ้น
การกู้เงินซื้อบ้านหลังที่ 2 ขึ้นไป หรือการกู้เงินเพื่อซื้อ ที่อยู่อาศัยมูลค่า 10 ล้านบาทขึ้นไป หลักเกณฑ์ที่ปรับปรุงใหม่ต้องวางเงินดาวน์อย่างน้อย 20% ของมูลค่าหลักประกัน (LTV limit 80%) จากก่อนหน้านี้กำหนดไว้ที่ 5-10%
โดยการคำนวณส่วนที่สถาบันการเงินปล่อยกู้ได้นั้น ในหลักเกณฑ์ใหม่ต้องนับรวมเงินกู้ทุกประเภทที่ใช้หลักประกันเดียวกัน เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อจ่ายเบี้ยประกันชีวิต เป็นต้น
นางวจีทิพย์ พงษ์เพ็ชร ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธปท.ระบุว่า หลักเกณฑ์ที่ปรับปรุงใหม่นี้ จะทำให้ประชาชนที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อเข้าอยู่จริง สามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้ในราคาที่เหมาะสม เพราะจะช่วยลดดีมานด์เทียม และลดโอกาสการเก็งกำไร ที่จะทำให้ราคาบ้านเร่งตัวขึ้นสูงเกินปัจจัยพื้นฐาน และลดความเสี่ยงจากโอกาสที่จะเกิดภาวะฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์”
ด้าน นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้อำนวยการกลุ่มงานด้านเสถียรภาพระบบการเงิน ธปท. กล่าวว่า ปัจจุบันมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อ มีแนวโน้มหย่อนลง มีมูลค่า สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันอสังหาริมทรัพย์ (loan-to-value : LTV) เกิน 90% เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งในระบบธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
“หากรวมสินเชื่อ top-up ทั้งสินเชื่อปล่อยใหม่ และ สินเชื่อรีไฟแนนซ์จะพบพฤติกรรมการให้ LTV ที่สูงกว่า 100% (มูลค่าสินเชื่อมากกว่ามูลค่าหลักประกัน) เริ่มมากขึ้นในวงกว้าง”
นอกจากนี้มูลค่าสินเชื่อเมื่อเทียบกับรายได้ (loan-to income : LTI) สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการยอมรับความเสี่ยงที่สูงขึ้นในการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย มีส่วนทำให้คุณภาพของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มด้อยลง สะท้อนจากสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 77.5% ต่อ GDP
“การที่ ธปท.ปรับปรุงหลักเกณฑ์สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ดังกล่าว ไม่ใช่เป็นเพราะเห็นว่าเกิดภาวะฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์แล้ว เพียงแต่เราแค่เห็นสัญญาณ แต่มันยังไม่เกิด เราจึงได้ออกมาตรการที่เป็นเชิงป้องกัน มากกว่า ที่จะเป็นมาตรการเชิงแก้ไข”
นายสักกะภพกล่าว และว่าแม้เกณฑ์ดังกล่าวจะ อยู่ในช่วงรับฟังความคิดเห็น แต่ตลาดอสังริมทรัพย์ก็ คาดคะเนแล้วว่า เกณฑ์นี้จะเป็นเกณฑ์ที่นำมาใช้จริง ไม่ใช่แค่การโยนหิน แต่เป็นการตั้งธงถาม ทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องแม้แต่ภาครัฐตื่นตัวกับเกณฑ์ดังกล่าว
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า หาก ธปท.จะออกมาคุมก็ไม่เป็นไร เพราะเชื่อว่าในส่วนของสถาบันการเงินของรัฐปล่อยกู้อย่างระมัดระวังอยู่แล้ว การควบคุมจะช่วยให้การปล่อยกู้รอบคอบมากขึ้นเป็นเรื่องที่ดี แต่มองว่าไม่น่าจะมีผลกระทบต่อการปล่อยกู้ของระบบสถาบันการเงิน เพราะผู้มีรายได้น้อยยังมีความต้องการที่อยู่อาศัยอยู่
ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า มาตรการควบคุมคุณภาพสินเชื่อที่อยู่อาศัย จะส่งผลกระทบตลาดอสังหาฯ ในปี 2562 แต่นับเป็นแนวทางที่ดีเพื่อป้องกันความเสี่ยง
การสะสมภาวะความไม่สมดุลที่มากขึ้น ระหว่างอุปสงค์และอุปทานในภาคอสังหาฯ มาตรการนี้จะช่วยสร้างสมดุลทำให้ตลาดอสังหาฯ เติบโตอย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น มองว่าในระยะสั้นผลต่อภาคธุรกิจอสังหาฯ ไม่รุนแรงมาก
ส่วนนายณัฐพล ลือพร้อมชัย ผู้ช่วยกก.ผจก.ใหญ่ ผู้บริหารสายงานสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า เกณฑ์ LTV ใหม่เป็นเรื่องดี แต่มีเงื่อนไขรายละเอียดบางประการที่ต้องหารือให้ชัดเจน
โดยเฉพาะการนับเงินกู้ทุกประเภทที่ใช้หลักประกันเดียวกันในการคำนวณ ส่วนที่ธนาคารสามารถปล่อยกู้ได้ เช่น เงินกู้เพื่อซื้อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อจ่ายเบี้ยประกันชีวิต สินเชื่อเพื่อการปรับปรุง หรือต่อเติม หรือซ่อมแซม
ขณะที่ความคิดเห็นของผู้ประกอบการ เริ่มจาก นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ตลาดอสังหาฯ ปัจจุบัน ไม่ได้เติบโตแบบหวือหวา ไม่ได้อยู่ในภาวะฟองสบู่ อาจเกิดจากการปรับขึ้นของราคาอสังหาฯ โดยไม่มีเหตุผลมารองรับ
อย่างไรก็ตามราคาที่สูงขึ้นอาจปรับขึ้นตามแนวรถไฟฟ้า เกิดการแย่งซื้อที่ดินกันจนราคาสูงขึ้น ทำให้ราคาคอนโดมิเนียมปรับตัวสูงขึ้นไปถึง 400,000-500,000 บาท/ตร.ม. ทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเกิดฟองสบู่ในตลาดคอนโดฯ
“หากธปธ.จะปรับมูลค่าสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน หรือ LTV ลง ควรมีเวลาให้ผู้บริโภคที่ซื้อและผ่อนดาวน์ที่อยู่อาศัยไปแล้วได้เตรียมตัวอย่างน้อยครึ่งปี หรืออาจประกาศมาตรการ LTV ใหม่ ภายในวันที่ 1 เม.ย.2562 เพื่อให้ ผู้บริโภคเตรียมความพร้อมได้ทัน
นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ มองว่าเป็นเรื่องดีจะช่วยคัดกรองลูกค้า พร้อมยกระดับให้ดูเป็นสากลมากขึ้น ในต่างประเทศมีใช้เเพร่หลาย ปัจจุบันมีกลุ่มนักลงทุนซื้อเพื่อเก็งกำไรส่งผลให้มีความต้องการ (ดีมานด์) เพิ่มสูงเกินจริง
“มาตรการดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อบริษัท เนื่องจากใช้เกณฑ์วางเงินดาวน์ 20% อยู่แล้ว ลูกค้าที่ซื้อคอนโดฯ และบ้านเกิน 10 ล้านบาทขึ้นไป 70% ซื้อด้วยเงินสด” นายพีระพงศ์กล่าว
ส่วน นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กก.ผจก.บริษัท ศุภาลัย กล่าวว่า เกณฑ์ LTV มีผลกระทบต่อกำลังซื้อในตลาดอสังหาฯ แน่นอน เพราะลูกค้าเฉลี่ย 80% ต้องกู้เงินธนาคารมาซื้อบ้าน แต่ผู้ซื้อเกิน 10 ล้านบาทจากฐานลูกค้าศุภาลัยเกือบครึ่งจ่ายเงินสด
ส่วนลูกค้าที่ซื้อต่ำกว่า 10 ล้านบาทมีลูกค้าที่มีบ้านหลังที่ 2 สัดส่วนประมาณ 20% ต้องรอดูว่ามาตรการนี้จะรวมผู้กู้ร่วมที่มีบ้านอยู่แล้วหรือไม่ (ปกติผู้กู้ร่วมจะต้องไม่ติดเครดิตบูโร) หากรวมด้วยอาจมีถึง 20% ของลูกทั้งหมดที่เข้าข่ายบ้านหลังที่ 2 มองว่าไม่ยุติธรรมที่จะเอากลุ่มนี้ ไปรวมด้วย
“มีผลกระทบแน่นอนกับตลาดบ้านจัดสรรแนวราบ เพราะเป็นการขายบ้านสร้างเสร็จ ลูกค้าผ่อนดาวน์เฉลี่ย 3-5% ถ้ากำหนดให้ LTV 80% และยังรวมไปถึงผู้กู้ร่วมด้วยเชื่อว่าจะกระทบพอสมควร ผู้ซื้อส่วนใหญ่ต้องการอยู่อาศัยเองจริงๆ หรือเป็นเรียลดีมานด์ ถ้าให้กลุ่มนี้วางเงินดาวน์ 10-20% สมมติซื้อบ้าน 5 ล้านบาท ต้องมีเงินดาวน์ถึง 1 ล้านบาท มองว่าไม่น่าจะไหว ส่วนคอนฯ ไม่กระทบ เพราะลูกค้าผ่อนดาวน์เฉลี่ย 18% อยู่แล้ว”
นายไตรเตชะกล่าว และว่ามองภาพรวมมาตรการนี้ถือว่าไม่รุนแรงอย่างที่คิด แต่มีผลกระทบแน่นอน เข้าใจเจตนาของแบงก์ชาติที่ต้องการบริหารจัดการความเสี่ยงของระบบธนาคารพาณิชย์ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะกระทบผู้ซื้อบ้านที่มีความจำเป็นจริงๆ
น.ส.เติมพร ตันติวิวัฒน์ นักวิเคราะห์ อสังหาริมทรัพย์ (ที่อยู่อาศัย) บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เห็นว่า มีผลกระทบผู้ซื้อบ้าน 10 ล้านบาท เพราะต้องมีเงินดาวน์ถึง 2 ล้านบาท ในช่วง 3 เดือนก่อนมาตรการมีผลจะมีผู้ที่ต้องการซื้อบ้าน 10 ล้านบาทขึ้นไปรีบตัดสินใจ แต่ ผู้ซื้อคอนโดฯ หลังที่ 2 ต้องรีบคิดแล้วว่าจะทำอย่างไร วิธีหนึ่งคือต้องหาผู้กู้ร่วม
“มาตรการนี้จะดีต่อภาคอสังหาฯ ให้กลับสู่สภาวะสมดุลมากขึ้น ไม่ปล่อยให้เผชิญกับภาวะฟองสบู่เหมือนวิกฤต ปี 2540 สกัดนักเก็งกำไร ที่ไม่มีศักยภาพทางการเงิน เพียงพอ”
มาตรการที่กำลังจะออกมา ถ้ามองยาวๆ เป็นผลดีแน่นอน แต่ที่หลายฝ่ายห่วงคือผลกระทบในเบื้องต้น ว่าจะมีแรงกระเพื่อมต่อตลาดอสังหาฯ เมืองไทย ขนาดไหน
พาณิชย์เปิด‘รถเร่น่าซื้อ’
นำร่องที่สามพราน-สิ้นปีเป้าพันคัน
พาณิชย์เปิดตัวโครงการ ‘รถเร่…น่าซื้อ’ ตั้งเป้าหมาย ผู้ประกอบการรถเร่ สำหรับตลาดนำร่อง จำนวน 100 ราย กำหนดเปิดตัวโครงการ ที่ตลาดเสรี พุทธมณฑลสาย 5 อ.สามพราน นครปฐม เน้นสินค้ามีคุณภาพเป็นธรรมทั้งราคาและปริมาณ คาดสิ้นปีมีรถเร่เข้าร่วมกว่า 1,000 คัน
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในจัดทำโครงการ ‘รถเร่..น่าซื้อ’ ขึ้น เพื่อส่งเสริมและพัฒนารถเร่ให้มีมาตรฐาน เป็นช่องทางในการกระจายสินค้าที่มีคุณภาพ ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคทั้งในด้านราคาและปริมาณ กำหนดแนวทางในการส่งเสริมดูแลรถเร่ และใช้กลไกตลาดสดหรือตลาดกลางสินค้าเกษตร ในการจัดกิจกรรมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าที่เป็นธรรม จากรถเร่ที่เข้าร่วมโครงการ
กำหนดจัดพิธีเปิดตัวโครงการรถเร่…น่าซื้อ ‘สะดวก ดี มีคุณภาพ… ราคาเป็นธรรม น้ำหนักเที่ยงตรง’ ณ ตลาดเสรี พุทธมณฑลสาย 5 อ.สามพราน จ.นครปฐม เป้าหมายผู้ประกอบการรถเร่สำหรับตลาดนำร่อง 100 ราย โดยกรมสนับสนุนอุปกรณ์หรือสื่อประชาสัมพันธ์ สร้างภาพลักษณ์โครงการ ในรูปแบบต่างๆ เพื่อเชิญชวนผู้ประกอบการรถเร่ที่รับสินค้ามาจากตลาดสด และตลาดกลางสินค้าเกษตร
โดยกรมจะรวบรวมและประเมินผลการตอบรับจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อเนื่องในระยะต่อไป เช่น การจัดอบรมเสริมสร้างและพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับความสะอาด สุขอนามัย การเก็บรักษา รวมไปถึงการปลูกจิตสำนึกในการใส่ใจผู้บริโภค
หลักเกณฑ์รับสมัครผู้ประกอบการรถเร่ เข้าร่วมโครงการคือ ผู้ประกอบการ/ผู้ค้ารถเร่ เป็นผู้ที่มีความพร้อมและสมัครใจเข้าร่วมโครงการ พร้อมที่จะให้ความร่วมมือในด้านการดูแลความเป็นธรรม ด้านราคาและปริมาณ รถยนต์ที่เข้าร่วมต้องมีการต่อภาษีประจำปี ผู้ขับขี่รถยนต์ต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ถูกต้อง กระทรวงให้การสนับสนุน อาทิ สื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ ส่งเสริมให้เกิดความเป็นธรรมในการซื้อขาย
ปัจจุบันมีรถเร่ทั่วประเทศกว่า 10,000 คัน หลังจากมีแนวทาง ส่งเสริมผ่านโครงการรถเร่น่าซื้อ มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการแล้วประมาณ 340 คัน คาดว่าหลังจากเปิดตัวโครงการรถเร่น่าซื้อแล้ว จะมีผู้ค้ารถเร่มาสมัครร่วมโครงการ ไม่ต่ำกว่า 1,000 คัน ภายใน สิ้นปีนี้ จากการสอบถามผู้ค้ารถเร่พบว่าปกติมียอดขายเฉลี่ย 10,000 บาทต่อวัน หากส่งเสริมอย่างจริงจัง น่าเพิ่มยอดขายได้มากขึ้นแน่นอน
ทั้งนี้ ได้กำชับให้กรมการค้าภายในตรวจสอบดูแลไม่ให้รถเร่ที่เข้าร่วมโครงการ เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค หากตรวจพบจะยกเลิกสิทธิประโยชน์ต่างๆ ทันที นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้เชื่อมโยงโครงการรถเร่…น่าซื้อ กับโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเชิญชวนให้รถเร่ที่เข้าร่วมโครงการ สมัครแอพพลิเคชั่น ‘ถุงเงินประชารัฐ’ เพื่อเพิ่มช่องทางช่วยเหลือให้ผู้มีรายได้น้อยซื้อสินค้าจากรถเร่
ชาวบ้านผวาหนัก จงอางยักษ์ 5 เมตร ซุกบนต้นปาล์ม เจ้าหน้าที่จับปล่อยป่าระทึก

ชาวบ้านผวาหนัก จงอางยักษ์ 5 เมตร ซุกบนต้นปาล์ม เจ้าหน้าที่จับปล่อยป่าระทึก

จับจงอางยักษ์
จับจงอางยักษ์

ชาวบ้านผวาหนัก จงอางยักษ์ 5 เมตร ซุกบนต้นปาล์ม เจ้าหน้าที่จับปล่อยป่าระทึก 

จงอางยักษ์ – เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 6 ต.ค. นายโอภาส ดาวโด่ง เจ้าหน้าที่ศูนย์วิทยุมูลนิธิใต้เต็กเซี่ยงตึ้งนครศรีธรรมราช รับแจ้งจากชาวบ้านขอความช่วยเหลือให้ส่งเจ้าหน้าที่ไปช่วยจับงูจงอางขนาดใหญ่ ในสวนปาล์มน้ำมัน พื้นที่หมู่ 6 ต.ควนพัง อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช
จึงประสานงานกับเจ้าหน้าที่มูลนิธิใต้เต็กตึ้งร่อนพิบูลย์ นำอุปกรณ์จับสัตว์เลื้อยคลาน เดินทางไปยังบริเวณสวนปาล์มน้ำมันที่เกิดเหตุทันที
จับจงอางยักษ์
จับจงอางยักษ์
เมื่อไปถึงพบชาวบ้านกำลังมุงดูงูจงอางซึ่งนอนซุกตัวอยู่บนต้นปาล์มน้ำมัน ก่อนเจ้าหน้าที่จะใช้อุปกรณ์เข้าจับงูจงอางตัวดังกล่าว ท่ามกลางชาวบ้านที่มาลุ้นกันอย่างระทึก
โดยเจ้าหน้าที่ใช้เวลาในการจับนานกว่า 20 นาที สามารถจับไว้ได้ก่อนวัดความยาวพบว่ามีความยาวประมาณ 5 เมตร จึงนำไปใส่กระสอบเพื่อปล่อยในป่าลึกให้มันอาศัยอยู่ตามธรรมชาติต่อไป
จับจงอางยักษ์

ตกเมื่อไหร่ก็แวะมา! พัทยาอ่วม ฝนรัวอีกระลอก น้ำท่วมหลายพื้นที่

ตกเมื่อไหร่ก็แวะมา! พัทยาอ่วม ฝนรัวอีกระลอก น้ำท่วมหลายพื้นที่


ตกเมื่อไหร่ก็ท่วม! ยังคงมี น้ำท่วม ให้เห็นอยู่ในหลายพื้นที่เมืองพัทยา หลังจากที่ฝนตกหนักตลอดทั้งวัน ปริมาณน้ำสูงถึง 50 ซม. รถต้องวิ่งเลนขวาเกือบหมด

น้ำท่วม – เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 6 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่เมืองพัทยา อ.บางละมุง มีฝนฟ้าคะนองอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน
ส่งผลให้มีปริมาณน้ำเอ่อท่วมถนนสูงประมาณ 30-50 เซนติเมตร บริเวณถนนหลายสายทั่วเมืองพัทยา อาทิ ถนนเลียบชายหาด ถนนพัทยาสาย 3 ถนนเลียบทางรถไฟ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ออกมาปิดกั้นเส้นทาง พร้อมอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน
ผู้สื่อข่าวรายงานบริเวณถนนสุขุมวิทพัทยาเหนือ – วัดหนองใหญ่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดที่จะเกิดน้ำท่วมสูงทุกครั้งที่มีในตกหนักต่อเนื่อง พบว่า มีปริมานน้ำท่วมสูงกว่า 50 ซม. การจราจรติดขัด สามารถสัญจรได้เพียงช่องขวาสุด มีรถยนต์เครื่องยนต์ดับกลางน้ำ ได้รับความเสียหายหลายคัน
อย่างไรก็ดี ภายหลังช่วงเย็นที่ฝนเริ่มซา และหยุดประมาน 1 ชม. ระดับน้ำได้ลดลงจนเข้าสู่สภาวะปกติ
ไลค์เป็นหมื่น! ภาพเจ้าแมวอ้อนหนุ่ม พอสำเร็จแผนหันมาเยาะเย้ย “เขาตกหลุมฉันแล้วย่ะ”

ไลค์เป็นหมื่น! ภาพเจ้าแมวอ้อนหนุ่ม พอสำเร็จแผนหันมาเยาะเย้ย “เขาตกหลุมฉันแล้วย่ะ”

ไลค์เป็นหมื่น! ภาพเจ้าแมวอ้อนหนุ่ม พอสำเร็จแผนหันมาเยาะเย้ย “เขาตกหลุมฉันแล้วย่ะ”
ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Mali Malida‎ ได้แบ่งปันภาพลงในกลุ่ม ทาสแมว แบ่งปันภาพของ แมว ที่ร้านหมูกระทะแห่งหนึ่ง ที่เข้ามาออดอ้อนชายหนุ่มที่ตนมาด้วย คลอเคลียที่แขน จนได้รับการลูบหัวกลับ เจ้าแมวก็หันมามองหน้าตน ด้วยสายตาที่ดูเหมือนเยาะเย้ย จนชาวเน็ตพากันไลค์และแชร์ภาพนี้ไปเป็นหมื่นครั้ง ในเวลาเพียง 6 ชั่วโมง

“หลังจากอ่อยเสร็จ นางก็หันมามองเราแบบนี้555 อารมณ์แบบว่า เขาตกหลุมรักฉันแล้วย่ะนังมนุษย์
#แมวร้านหมูกระทะ